Posted on

คู่มือการบำรุงรักษาความรักระยะไกล

People facing each other while texting concept illustration

ปฐวี จินตนา
นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 
Mechanical Engineering
Imperial College London

การวิดีโอคอลกับคนรักเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาความรักระยะไกล

นอกจากการปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย การรักษาความสัมพันธ์ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตไกลบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาความความรักระยะไกล

สำหรับคำนิยามของความรักระยะไกลโดยทั่วไปคือ “ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักที่ไม่สามารถพบหน้ากันได้บ่อยเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากอยู่ห่างกันในทางกายภาพหรือทางภูมิศาสตร์” 

แม้จะมีประเด็นให้ชวนคิดว่า ความถี่ของการพบหน้ากันระหว่างคู่รักตามปกติเป็นเท่าใดหรือแต่ละฝ่ายต้องอยู่ห่างกันเท่าใดจึงจะเข้าเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม คงไม่มีข้อถกเถียงว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักที่แต่ละฝ่ายอยู่คนละทวีปและมีช่วงเวลาที่สามารถเจอหน้ากันได้บ่อย ๆ เพียงไม่กี่ครั้งต่อปี ดังเช่นใครบางคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเกาะแห่งนี้กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นความรักระยะไกลอย่างแน่นอน

ว่ากันว่าการพบหน้ากันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยร้อยรัดความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักเอาไว้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การรักษาความรักระยะไกลเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมาก

แม้เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันน่าจะช่วยถนอมความสัมพันธ์ระยะไกลไม่ให้จืดจาง แต่ผลการสังเกตการณ์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร พบว่ามีหลายคู่ที่มีความสัมพันธ์ในรูปแบบดังกล่าวเป็นอันต้องเลิกรากันไป (นอกจากนี้บางส่วนก็มีแฟนใหม่ที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว) นี่คงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความก้าวหน้าทางการสื่อสารที่ช่วยให้สามารถวิดีโอคอลกันแบบสด ๆ ได้นั้นไม่สามารถทดแทนการได้ใช้เวลาร่วมกันกับบุคคลอันเป็นที่รักได้

อย่างไรก็ตาม มีคู่รักคู่หนึ่งที่ไม่หวั่นไหวต่อระยะห่างหนึ่งหมื่นกิโลเมตรตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็คือคู่ของคุณปิยพัชร จามีกรกุล (หนุ่ย) และคุณปาณัสม์ ชูชีพวัฒนา (แมทธิว) นั่นเอง โดยคุณหนุ่ยนั้น เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลระดับปริญญาตรี-โท-เอกทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี พ.ศ. 2558 ศึกษาวิศวกรรมการบิน ณ สหราชอาณาจักร ส่วนคุณแมทธิว เป็นนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งสองคนถือว่าเป็นทั้งนักเรียนและนักกิจกรรม มีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาในวงสังคมที่แต่ละคนสังกัดอย่างสม่ำเสมอ 

ที่ผ่านมาเคยมีหลายคนสอบถามคุณหนุ่ยว่าอะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จในการรักษาความรักทางไกล จากคำบอกเล่าที่ได้ยินมา ส่วนใหญ่หนุ่ยจะตอบว่า “ก็ทำตามปกติ ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ” 

เพื่อให้ได้คำตอบที่มีรายละเอียดมากกว่าเดิม ทางเราจึงขอสัมภาษณ์คุณหนุ่ยเพิ่มเติม โดยหวังว่าจะช่วยคลายข้อสงสัยรวมถึงถอดบทเรียนที่เป็นประโยชน์จากความสัมพันธ์นี้ 

ก่อนจะไปถึงเรื่องการรักษาความรักระยะไกล คงต้องขอสอบถามเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของความสัมพ้นธ์ก่อน อยากทราบว่าทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกยังไง

หนุ่ย: พวกเราได้เจอกันครั้งแรกหลังจบ ม.6 ที่ค่ายเตรียมความพร้อมของนักเรียนทุนรัฐบาล ซึ่งเป็นค่ายที่ให้นักเรียนที่เริ่มสัญญาทุนในปีนั้นได้มาเจอกันเพื่อทำความรู้จักกันและเตรียมตัวก่อนไปเรียนต่างประเทศ 

จำได้ว่าตอนนั้นพวกเราได้อยู่กลุ่มเดียวกันและมีแผนจะไปเรียนที่สหราชอาณาจักรเหมือนกัน แล้วก็คุยกันมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ถึงสุดท้ายแมทธิวจะตัดสินใจเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ในประเทศไทยก็ตาม

ไม่ทราบว่าสิ่งที่ชอบในตัวตนของแมทธิวคืออะไร คำตอบในตอนนี้เปลี่ยนไปจากตอนที่เริ่มคบกันไหม

หนุ่ย: สำหรับตอนนี้ เราชอบที่แมทธิวเป็นเหมือนเพื่อนสนิทและพื้นที่ปลอดภัยที่เราสามารถเล่าและปรึกษาอะไรก็ได้ตั้งแต่เรื่องปากกาหมึกหมดไปถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต 

ส่วนความแตกต่างจากตอนที่เริ่มคบกันคงเป็นเพราะตอนนั้นยังเด็ก ความรู้สึกชอบจึงเป็นไปด้วยเหตุผลง่าย ๆ อย่างการที่คุยกันถูกคอ นิสัยเข้ากันง่าย วิถีชีวิตตรงกันซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เวลาที่อยู่ด้วยกันสนุกมาก ที่จริงแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ดีนะแต่ตอนนี้มันคือความสบายใจที่รู้ว่ามีคนคอยสนับสนุนเราเสมอมากกว่า ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นมากมายแล้วก็ได้

ในตอนที่จะตัดสินใจว่าจะคบกัน ตอนนั้นคงรู้อยู่แล้วว่าความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นความสัมพันธ์ระยะไกล ทำไมคุณหนุ่ยถึงเลือกที่จะเดินหน้าต่อ

หนุ่ย: ก่อนหน้านั้นเราก็คิดหนักมากเหมือนกันนะ เพราะเราไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่จริงจังมาก่อน สุดท้ายที่ตัดสินใจเริ่มต้นคงเป็นเพราะว่าเราคิดว่าไม่ลองก็ไม่รู้แค่นั้นเลย ตอนนั้นเราคิดว่าถ้าหลังจากนี้ความสัมพันธ์มันจะไปไม่รอดเพราะระยะทางหรืออะไรก็ตามสุดท้ายมันคงเป็นไปในทางที่มันต้องเป็นเอง ส่วนตัวแล้วก็ยังเชื่ออย่างนั้นจนถึงทุกวันนี้

ได้พูดคุยหรือสื่อสารกันบ่อยแค่ไหน 

หนุ่ย: พวกเราคุยกันแทบทุกวันนะ ส่วนใหญ่จะเป็นการคอลคุยกันวันละครั้งสองครั้งแล้วแต่ความว่างของทั้งสองฝ่าย คือต้องบอกก่อนว่าแมทธิวเขาเรียนหมอและทำกิจกรรมอีก ส่วนเราก็เรียนด้วยทำกิจกรรมด้วยเหมือนกัน เขตเวลาก็ไม่ตรงอีก บางสัปดาห์ก็อาจจะได้คุยกันน้อยมาก ๆ แต่บางสัปดาห์ก็คุยเยอะมาก ๆ 

สิ่งสำคัญที่พวกเราทำมาตลอดคือใครว่างอยากคุยก็กดโทรเลย อีกฝ่ายไม่ว่างก็ตัดสายหรือคุยกันสั้น ๆ ก็ได้ แม้จะไม่ค่อยมีแบบแผนสักเท่าไหร่แต่มันได้ผลนะ

ได้นัดพบกันต่อหน้าบ่อยแค่ไหน 

หนุ่ย: ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน (มิถุนายน – กันยายน) หรือปิดภาคเรียนฤดูหนาว (ธันวาคม – มกราคม) ตอนที่เรากลับไทย ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่เราปิดเทอมและค่อนข้างว่าง ด้วยความที่เราอยู่กรุงเทพและไม่ไกลจากคณะที่แมทธิวเรียนอยู่ ก็เลยได้เจอกันบ่อยอยู่อาทิตย์ละ 2 ‐ 3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ได้เจอกันนานนักเพราะแมทธิวมีธุระเรื่องเรียนหรือกิจกรรม

มีวิธีการอะไรที่ชดเชยการที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน 

สำหรับเราการนึกถึงกันอย่างสม่ำเสมอในวันธรรมดาก็ทำให้พวกเรามีความสุขมากพอแล้ว

หนุ่ย

หนุ่ย: อาจจะด้วยความรักอิสระของพวกเราทั้งคู่ เราอาจจะไม่ได้รู้สึกต้องเจอหรือต้องอยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ต่างคนต่างสามารถหาอะไรทำได้คนเดียวเรื่อย ๆ แต่หลัก ๆ สิ่งที่ชดเชยการที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันคือการพูดคุยสื่อสารกัน เล่าเรื่องชีวิตประจำวันบ้าง พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ไปเรื่อย ถ่ายรูปชีวิตประจำวันให้ดูบ้าง นอกจากนี้ พวกเราก็ชอบแท็กกันในเฟซบุ๊กพวกรีวิวอาหารหรือมีมตลก ๆ ระหว่างวัน พากันดูสตรีมมิงบ้าง เราว่าเท่านี้ชีวิตก็ไม่เงียบเหงาแล้วนะ

ส่วนของขวัญก็มีแลกเปลี่ยนกันบ้าง แต่จริง ๆ ก็ไม่บ่อยหรอก พวกเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้รับของขวัญในวันสำคัญ เลยไม่ได้ให้ของขวัญในโอกาสพิเศษด้วยซ้ำ แปลกไหมนะ (หัวเราะ) “สำหรับเราการนึกถึงกันกันอย่างสม่ำเสมอในวันธรรมดาก็ทำให้พวกเรามีความสุขมากพอแล้ว” ความใส่ใจในรายละเอียดอย่างการซื้อของที่อีกฝ่ายอยากได้ในตอนนั้น เช่น ลิปสติกที่หมายตาไว้ซึ่งกำลังลดราคาอยู่ หรือปากกาใหม่แทนด้ามเดิมที่หมึกหมด ก็ทำให้เรารู้สึกประทับใจมากแล้ว

ส่วนเรื่องการสัมผัสตัวซึ่งเป็นเรื่องปกติของคู่รัก ในเวลาที่อยู่ด้วยกันก็มีจับมือหรือลูบหัวบ้างตามปกติ แต่พออยู่ห่างกันก็หาทางเชื่อมประสาทสัมผัสกันได้มากเท่าที่สุดเท่าที่จะพอทำได้ผ่านการวิดิโอคอลคุยกัน 

แม้ทั้งคู่จะไม่ได้อยู่ใกล้กันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีความทรงจำที่ดี ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่บางครั้งก็คงมีการทะเลาะกันบ้าง อยากทราบว่าที่ผ่านมาแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างไร 

หนุ่ย: สิ่งที่เราสองคนค่อนข้างคล้ายกันเวลาเจอปัญหาคือความใจเย็น พวกเราค่อนข้างคุยกันบนพื้นฐานของเหตุผล แต่ละฝ่ายจะอธิบายว่าทำไมถึงคิดแบบนี้และพยายามทำความเข้าใจวิธีคิดของอีกฝ่าย 

เวลาที่ต้องอธิบายอะไรให้อีกฝ่ายเข้าใจ จะสื่อความหมายผ่านข้อความเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะแม้แต่วิดีโอคอลก็ไม่ได้ช่วยให้สามารถเข้าใจอีกฝ่ายได้ทั้งหมด แม้ว่าประสิทธิภาพในการสื่อสารจะสู้การคุยกันต่อหน้าไม่ได้ แต่ถ้าเราพยายามสักหน่อยก็คิดว่าไม่เกินความสามารถนะ แม้จะต้องใช้เวลามากขึ้นหรือต้องเรียบเรียงความคิดและการกระทำให้ชัดเจนที่สุดก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปพวกเราก็เข้าใจกันมากขึ้น

แต่บางครั้งก็มีช่วงที่พวกเราไม่เข้าใจอีกฝ่ายเหมือนกัน หากเป็นเช่นนั้น พวกเราจะหยุดพักเพื่อแยกย้ายไปหยุดคิดก่อน หลังจากใจเย็นลงแล้วจึงค่อยมาคุยกันใหม่ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี เจอกันครึ่งทางได้ไหม อะไรที่ควรแก้ไขเพื่อให้ได้คำตอบที่ทั้งสองฝ่ายสบายใจมากที่สุด แต่สุดท้ายเราว่าต้องยอมรับด้วยว่าไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองจนเรารู้สึกว่าไร้ที่ติหรอก ซึ่งการยอมรับความจริงข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการรักษาความสัมพันธ์

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการกลับสู่ความสัมพันธ์ระดับปกติหลังจากเกิดข้อขัดแย้งนั้นต้องใช้ศิลปะในการสื่อสารพอสมควร ไม่ทราบว่ารูปแบบหรือวิธีการอ้อน งอนและง้อของแต่ละคนเป็นอย่างไร

หนุ่ย: เวลาเราไม่พอใจสีหน้าท่าทางเราจะชัดมากนะ แล้วแมทธิวก็จะชิงขอโทษก่อนเลย (หัวเราะ) คือมันไม่ค่อยมีโมเม้นงอนง้ออะไรกันแบบนั้นอ่ะ โกรธก็ขอโทษเฉย ๆ บรรยายไม่ค่อยถูก สงสัยจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วเลยไม่ค่อยง้องอนกันเท่าไหร่

ที่ผ่านมาได้เห็นปัญหาความรักทางไกลของเพื่อนมาไม่น้อย รู้สึกกังวลไหม แล้วจัดการกับความกังวลนั้นอย่างไร

เรามองว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน ความสัมพันธ์ของเพื่อนก็คือของเพื่อน ความสัมพันธ์ของเราก็คือของเรา มันไม่มีรูปแบบที่ถูกต้องหรือแบบที่ไปรอดแน่ ๆ หรอก

หนุ่ย

หนุ่ย: ในตอนแรกก็กังวลอยู่บ้างนะ พอเห็นเพื่อนที่ความสัมพันธ์คล้าย ๆ เรามีปัญหา เราก็กังวลว่าเราจะมีปัญหาเหมือนเขา แต่ “เรามองว่าความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน ความสัมพันธ์ของเพื่อนก็คือของเพื่อน ความสัมพันธ์ของเราก็คือของเรา มันไม่มีรูปแบบที่ถูกต้องหรือแบบที่ไปรอดแน่ ๆ หรอก แล้วยิ่งพอเวลาผ่านไปเราก็คิดว่าเราเรียนรู้อีกฝ่ายมากขึ้น เราเชื่อใจอีกฝ่ายมากขึ้น ความกังวลจึงค่อย ๆ ลดลงไปด้วย

ที่ผ่านมาเคยเจอวิกฤตความสัมพันธ์ไหม แล้วผ่านไปได้อย่างไร

หนุ่ย: ในส่วนของวิกฤต คิดว่าที่ผ่านมายังไม่เคยเจอนะ แต่ในความเรื่อย ๆ ของความสัมพันธ์ ก็มีจุดที่ต้องปรับตัวเข้าหากันอยู่บ้าง ในช่วงนั้นมันก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจหรือลำบากใจ เราโชคดีที่สุดท้ายพวกเราตัดสินใจยอมปรับและใช้เวลาค่อย ๆ ทำความเข้าใจกันมาเรื่อย ๆ สำหรับเราแล้วความสุขมันมีมากขึ้นตามระยะเวลาที่คบกันนะ

อะไรที่เป็นสิ่งที่รักษาความเชื่อมั่นและความไว้ใจแม้ว่าจะอยู่ห่างกัน

หนุ่ย: คำถามข้อนี้ตอบยากเหมือนกันนะ (หัวเราะ) คือเราให้ความเชื่อใจกับแมทธิวเต็มร้อยเลยนะ และเรามั่นใจว่าเราก็ได้รับความมั่นใจจากแมทธิวเต็มร้อยเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะนิสัยและการแสดงออกของทั้งสองฝ่าย มันแสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรน่ากังวล เวลาไปไหนก็บอก มีอะไรก็เล่าให้อีกฝ่ายฟังเสมอ พวกเรามีนิสัยเคารพความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่ายมาก ๆ เลยไม่ได้มีใครห้ามอะไรกัน การถามไถ่จะเป็นไปด้วยความห่วงใยมากกว่า

มีข้อตกลงหรือกฎเหล็กเพื่อความสบายใจในเวลาที่อยู่ห่างกันไหม 

หนุ่ย: ถึงจะดูเหมือนปล่อยให้อีกฝ่ายมีอิสระสุด ๆ แต่แรก ๆ ถ้าเรารู้สึกไม่สบายใจเราก็จะบอกตรง ๆ เลยว่าอย่าทำแบบนี้นะ จนในที่สุด พวกเราก็รู้ว่าขอบเขตคืออะไร แล้วก็จะหลีกเลี่ยงการทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจไปเอง 

เข้าใจว่ายิ่งอยู่ไกลกัน ยิ่งระแวงกันแล้วยิ่งเหนื่อย เรื่องหึงหวงมันก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ได้เหมือนกัน แต่เพราะพวกเรารู้ดีว่าอะไรไม่ควรทำ ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องหึงหวงเท่าไหร่ 

หลังจากถามคำถามเครียด ๆ ไปพอสมควรแล้ว ขอผ่อนคลายบรรยากาศลงบ้าง อยากทราบว่ามีร้านประจำที่ทั้งคู่ชอบไปไหม แล้วแต่ละร้านมีที่มาและความหมายพิเศษสำหรับทั้งสองคนหรือไม่

หนุ่ย: ในระหว่างห้าปีที่คบกัน อาหารที่ฮิตหรือร้านในกระแสจะค่อนข้างเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อ่ะ คือช่วงไหนชอบอะไรก็จะตั้งใจกินแต่แบบนั้น (หัวเราะ) แต่มีอยู่ร้านนึงที่กินตั้งแต่ปีแรกจนถึงตอนนี้คือร้าน Le Boeuf ในซอยหลังสวน ร้านนี้จะเป็นร้านสเต็กบรรยากาศดี อยู่ไม่ไกล และมันฝรั่งทอดอร่อยมาก ส่วนร้านอื่น ๆ คงจะเป็น Starbucks ทุกสาขาในย่านสีลม–สยาม (หัวเราะ) ส่วนความหมายหรือที่มาก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษนะ พวกเราเน้นตามหาของอร่อยแล้วประทับใจในความอร่อยด้วยกันมากกว่า

เมนูที่ทั้งสองคนโปรดปรานคืออะไร แล้วมีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษไหม

หนุ่ย: อย่างที่บอกว่ามันเป็นไปตามกระแสนิดหน่อย แต่หลัก ๆ ที่ชอบเหมือนกันคือซูชิ และเนื้อทุกประเภท เช่น สเต็ก ชาบู ปิ้งย่าง (หัวเราะ) เหตุผลคงเพราะชอบกินแนวคล้าย ๆ กันทั้งคู่ ก็เลยเอ็นจอยกับการกินอะไรไปด้วยกัน เคยขับรถไปอยุธยาเพื่อกินกุ้งแม่น้ำด้วยซ้ำ คือพวกเราอาจจะไม่มีเมนูที่พิเศษหรือสำคัญมาก ๆ แต่เราชอบการได้ลองอะไรใหม่ ๆ ไปด้วยกันนะ มันเหมือนเติบโตไปด้วยกันดี

จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าคบกันมาได้ 5 ปีแล้ว อยากทราบว่าได้วางแผนอนาคตของความสัมพันธ์ไว้อย่างไร

เราเห็นแมทธิวในอนาคตของเราอยู่เสมอ และแมทธิวก็คิดแบบเดียวกัน

หนุ่ย

หนุ่ย: ส่วนตัวคิดว่าในแทบทุกความสัมพันธ์ ถ้าตัวเรามีความสุข เราต้องอยากอยู่กับอีกฝ่ายไปนาน ๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ในตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนอนาคตจนเห็นภาพชัดเจนในทุกขั้นตอนหรอกนะ แต่ “เราเห็นแมทธิวในอนาคตของของเราอยู่เสมอ และแมทธิวก็คิดแบบเดียวกัน”

มีอะไรจะฝากทิ้งท้ายถึงผู้อ่านไหม

หนุ่ย: เราไม่ได้จะมาบอกว่าความสัมพันธ์เราเป็นความสัมพันธ์ที่ถูกต้องและดีกว่าความสัมพันธ์ของใคร หรือว่าใคร ๆ ควรทำตามคู่เรานะ อย่างที่บอกว่าความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับคนสองคนล้วน ๆ นี่เป็นเพียงการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวให้เพื่อน ๆ เท่านั้นเอง

จากคำตอบของคุณหนุ่ย จะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญที่ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงความรักระยะไกลของคุณหนุ่ยและคุณแมทธิวนั้น ประกอบไปด้วยปัจจัยหลัก 3 ข้อดังต่อไปนี้ 

1. คว้าทุกโอกาสไว้ 

ความสัมพันธ์ที่สวยงามนี้เกิดขึ้นจากการที่ทั้งสองคนยอมรับความเสี่ยงของความรักระยะไกล คว้าโอกาสไว้และพยายามรักษาความสัมพันธ์ไว้อย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง แม้ว่าทั้งคู่จะมีภาระงานจากการเรียนและการทำกิจกรรม แต่ทั้งสองคนก็ใช้ทุกโอกาสที่มีในการติดต่อสื่อสารกัน แม้จะมีบางครั้งที่ไม่สำเร็จ แต่การเลือกที่จะติดต่อกันทุกครั้งที่ทำได้ น่าจะให้ผลดีกว่าการกังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่ว่างคุยด้วยจนไม่ได้ติดต่อไป อย่างน้อยก็ในแง่ของระยะเวลาที่ได้ติดต่อสื่อสารกัน

2. ใช้ศิลปะในการสื่อสาร

ในเวลาที่ไม่ได้อยู่ใกล้กัน การสื่อความหมายให้ครบถ้วนที่สุดมีความสำคัญมากในการป้องกันความเข้าใจผิด ซึ่งอาจบั่นทอนความสัมพันธ์ได้ การเลือกรูปแบบในการสื่อสารจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าเนื้อหาที่จะส่งไป นอกจากนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้การสื่อสารเพื่อลดระยะห่างเสมอไป เพราะแม้จะอยู่ห่างกัน แต่บางครั้งก็ต้องเว้นวรรคให้แต่ละฝ่ายได้ไปคิดทบทวนบ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ขัดแย้งกัน 

3. เรียนรู้ไปพร้อมกัน 

กลวิธีต่าง ๆ ในการประคับประคองความรักระยะไกลได้อิทธิพลมาจากบุคลิกและวิธีคิดของทั้งสองคน ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ การยอมรับและปรับให้เข้ากัน ทั้งเรื่องความไว้ใจที่พัฒนาจากความเสมอต้นเสมอปลายจนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องห่วง การปรับความคาดหวังให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่อีกฝ่ายเติมเต็มได้แม้ว่าอยู่ห่างกัน หรือเรื่องจังหวะในการขอโทษเพื่อยุติความขัดแย้งก่อนที่จะบานปลาย ที่สำคัญคือกระบวนการเรียนรู้นี้ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อปรับปรุงให้ความสัมพันธ์นี้แข็งแรงและชุ่มชื่นหัวใจยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม อย่างที่คุณหนุ่ยได้บอกไป ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของความรักระยะไกลขึ้นอยู่กับคนสองคน ดังนั้นแต่ละคู่ก็คงต้องพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมกันเอง โดยอาจพิจารณาถอดบทเรียนจากความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จนี้ไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม 

แม้ทั้งคู่จะอยู่ไกลกัน แต่ระยะห่างนั้นคงจะมีความหมายบางอย่าง เพื่อให้แต่ละคนสามารถเป็นตัวเองที่ดีกว่าเดิมเพื่อความสุขของตัวเองและคนที่เรารักสุดหัวใจได้ ดังเช่นส่วนหนึ่งของเนื้อเพลง “ที่ว่าง” ของวงพอสที่ว่า “แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เธอได้ตามหาฝัน ของเธอ” นี่คงเป็นคำนิยามของความสัมพันธ์อันสวยงามที่ทั้งสองคนรักษามาได้ตลอดระยะเวลา 5 ปีและยังคงรักษามันไว้อย่างสุดความสามารถต่อไป

ในฐานะผู้เขียน ขออวยพรให้ทั้งคู่โชคดีมีชัยและได้พบพานกับความทรงจำอันล้ำค่าในอนาคต

ต้นเรื่อง

ปิยพัชร จามีกรกุล
ปาณัสม์ ชูชีพวัฒนา

ที่ปรึกษา

เกวลิน ศฤงคารีกุล
ชนกานต์ เลิศสถิตย์
อัจฉรา วิเศษสินธุ์

ผู้เขียนหลัก

ปฐวี จินตนา

ร่วมส่งบทความเป็นส่วนหนึ่งของสามัคคีสาร

คุณเองก็สามารถเผยแพร่บทความของตนเองในสามัคคีสารได้ ขอเพียงคุณมีใจรักการเขียน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นโยบายการส่งบทความของสามัคคีสาร แล้วอย่าลืมส่งบทความกันเข้ามาเยอะๆ นะคะ